บอกเวลาแบบไทย ไทย | EN

ตี · โมง · ทุ่ม

บอกเวลาแบบไทย

เมืองไทยใช้นาฬิกาสองแบบพร้อมกัน แบบ 24 ชั่วโมงบนกระดาษ กับแบบหกชั่วโมงที่พูดกัน ตั้งชื่อตามเสียงฆ้องตอนกลางวันและเสียงกลองตอนกลางคืน

ตอนนี้ที่เมืองไทย–

หมุนหน้าปัด

Telling Time in Thai · กลางวันฆ้อง กลางคืนกลอง
nanobotco.github.io/thai-time

นาฬิกาหกชั่วโมง

นาฬิกาสองแบบ

เวลาที่เขียน ใช้แบบ 24 ชั่วโมง เช่น 14.30 น. อ่านว่า สิบสี่นาฬิกาสามสิบนาที แต่เวลาที่พูด คนส่วนใหญ่ใช้แบบเก่า คือ บ่ายสองโมงครึ่ง

แบบที่พูดแบ่งวันเป็นสี่ช่วง ช่วงละหกชั่วโมง แต่ละช่วงเริ่มนับหนึ่งใหม่ และมีคำของตัวเอง คำเหล่านี้มาจากเสียง โมง คือเสียงฆ้องที่ตีตอนกลางวัน ทุ่ม คือเสียงกลองที่ตีตอนค่ำ ตี ใช้กับช่วงหลังเที่ยงคืน

ตีสองคือ 02:00 แปดโมงคือ 08:00 บ่ายสองโมงคือ 14:00 สองทุ่มคือ 20:00 ถ้าจำช่วงผิด อาจไปถึงก่อนเวลาหกชั่วโมง หรือช้าไปสิบสองชั่วโมง

ตีti01–05หลังเที่ยงคืนตีหนึ่ง … ตีห้า
โมงเช้าmong chao06–11ตอนเช้าหกโมงเช้า, เจ็ดโมง … สิบเอ็ดโมง
บ่าย · เย็นbai · yen13–18ตอนบ่ายถึงเย็นบ่ายโมง … หกโมงเย็น
ทุ่มthum19–23ตอนค่ำหนึ่งทุ่ม … ห้าทุ่ม

12.00 น. คือ เที่ยง และ 24.00 น. คือ เที่ยงคืน

ทุกชั่วโมง

เวลาพูดว่าอ่านแบบอักษรโรมันแปลทีละคำพูดอีกแบบ
01:00ตีหนึ่งti nuengstrike 1
02:00ตีสองti songstrike 2
03:00ตีสามti samstrike 3
04:00ตีสี่ti sistrike 4
05:00ตีห้าti hastrike 5
06:00หกโมงเช้าhok mong chao6 gongs, morningย่ำรุ่ง
07:00เจ็ดโมงเช้าchet mong chao7 gongs, morningโมงเช้า
08:00แปดโมงเช้าpaet mong chao8 gongs, morningสองโมงเช้า
09:00เก้าโมงเช้าkao mong chao9 gongs, morningสามโมงเช้า
10:00สิบโมงเช้าsip mong chao10 gongs, morningสี่โมงเช้า
11:00สิบเอ็ดโมงsip-et mong11 gongsห้าโมงเช้า
12:00เที่ยงthiangnoonเที่ยงวัน
13:00บ่ายโมงbai mongafternoon, 1 gong
14:00บ่ายสองโมงbai song mongafternoon, 2 gongs
15:00บ่ายสามโมงbai sam mongafternoon, 3 gongs
16:00สี่โมงเย็นsi mong yen4 gongs, eveningบ่ายสี่โมง
17:00ห้าโมงเย็นha mong yen5 gongs, eveningบ่ายห้าโมง
18:00หกโมงเย็นhok mong yen6 gongs, eveningย่ำค่ำ
19:00หนึ่งทุ่มnueng thum1 drumทุ่มหนึ่ง
20:00สองทุ่มsong thum2 drums
21:00สามทุ่มsam thum3 drums
22:00สี่ทุ่มsi thum4 drums
23:00ห้าทุ่มha thum5 drums
00:00เที่ยงคืนthiang khuennoon of the nightหกทุ่ม · สองยาม

หมุนหน้าปัด

พูดเวลาไหนก็ได้

ลากเข็มหรือเลื่อนแถบ หน้านี้จะเขียนเวลานั้นแบบที่คนพูด แบบที่ในวังกำหนดไว้เมื่อ พ.ศ. 2443 แบบที่วิทยุอ่าน และบอกว่าตรงกับยามไหนของล้านนา

–
พูดอีกแบบ
ประกาศ ร.ศ. 119
วิทยุและหนังสือราชการ
เขียน
ยามล้านนา

ครึ่งชั่วโมงพูดว่า ครึ่ง นาทีอื่นพูดตัวเลขตามด้วย นาที ใกล้ครบชั่วโมงมักนับถอยหลัง เช่น อีกสิบนาทีสามทุ่ม ช่องประกาศ ร.ศ. 119 นับนาทีเป็นบาท บาทละหกนาที ตามหน่วยของกะลาลอย ปุ่มฟังเสียงตีฆ้องสำหรับโมง ตีกลองสำหรับทุ่ม เคาะกระดิ่งเล็กสำหรับตี และตีรัวสำหรับหกโมงเช้า เที่ยง และหกโมงเย็น

คำมาจากไหน

กลางวันฆ้อง กลางคืนกลอง

ก่อนจะมีนาฬิกา เวลามาจากหอ คนเฝ้าตีฆ้องตอนกลางวัน และตีกลองตอนกลางคืน ตีเท่าจำนวนชั่วโมงที่ผ่านไปในช่วงนั้น คนจึงเรียกชั่วโมงตามเสียงที่ได้ยิน โมงจากฆ้อง ทุ่มจากกลอง

ตอนหกโมงเช้า เที่ยง และหกโมงเย็น คนเฝ้าตีรัวยาว เรียกว่า ย่ำ จึงมีคำว่า ย่ำรุ่ง ย่ำเที่ยง ย่ำค่ำ ที่กรุงศรีอยุธยา กลองใบใหญ่ชั้นล่างของหอกลองตีตอนพระอาทิตย์ตก เป็นสัญญาณปิดประตูเมือง

เสียงเหล่านี้เบราว์เซอร์สร้างขึ้นจากคลื่นไม่กี่เส้นกับเสียงซ่า เป็นเสียงวาด ไม่ใช่เสียงอัด

ลองตอบ

ทายเวลา

แปดข้อ คำตอบผิดคือคำที่คนสับสนกันบ่อย ตัวเลขเดียวกันแต่อยู่คนละช่วง

· คะแนน 0

นาฬิกาน้ำ

กะลาที่จมทุกชั่วโมง

คำว่า นาฬิกา เดิมแปลว่ามะพร้าว สยามจับเวลาด้วย กะลาลอย คือกะลาครึ่งซีกเจาะรูเล็ก ๆ ที่ก้น ลอยไว้ในอ่างน้ำ น้ำซึมเข้า กะลาจมลงทีละนิด พอเต็มก็จม จมหนึ่งครั้งเท่ากับหนึ่งชั่วโมง

คนทำบากเส้นในกะลาเก้าเส้น แบ่งเป็นสิบส่วน ส่วนละหนึ่ง บาท เท่ากับหกนาที ที่โรงนาฬิกาในวัง ทุกครั้งที่กะลาจม คนเฝ้าตีฆ้องหนึ่งที และปักไม้คะแนนบนราวหนึ่งอัน ครบสิบสองอันคือหนึ่งกลางวันหรือหนึ่งกลางคืน ถอนออกตอนย่ำรุ่งและย่ำค่ำ

บาท–
นาที–
ไม้คะแนนบนราว–

กะลาในภาพนี้เป็นครึ่งทรงกลมที่ลอยอยู่ ยิ่งน้ำเข้าก็ยิ่งจมลึก น้ำไหลเข้ารูเร็วเมื่อระดับน้ำข้างนอกสูงกว่าข้างในมาก (กฎของตอร์ริเชลลี ความเร็วโตตามรากที่สองของระยะนั้น) ระยะนี้แคบลงเมื่อกะลากว้างขึ้น กะลาจึงเต็มช้าลงตอนท้าย เส้นบากเก้าเส้นในภาพวางตามเวลาที่เท่ากันตามกฎนี้ กะลาจมเมื่อขอบลงถึงระดับน้ำ ก่อนน้ำจะเต็ม

รัชกาลที่ 4 ทรงบ่นว่าพนักงานกะบาทเอาเอง ไม่ว่าฤดูไหน “…คงให้ได้ว่าความแต่ว่าโมงละ ๑๐ บาทอยู่นั้นเอง…” และทรงเกรงว่าแขกเมืองที่พกนาฬิกาจะหัวเราะเยาะทุ่มโมงที่ตีสั้นบ้างยาวบ้าง

ราชกิจจานุเบกษา

ประกาศใช้ทุ่มโมงยาม ร.ศ. 119

วันที่ 23 กรกฎาคม ร.ศ. 119 (พ.ศ. 2443) รัชกาลที่ 5 โปรดให้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่าคนเรียกทุ่มโมงยามผิดเพี้ยนไป พูดว่า 6 โมงเช้า 6 โมงเย็น 3 ทุ่ม 6 ทุ่ม 9 ทุ่ม จึงให้เรียกให้ถูกตามรายการ

ในรายการนี้ กลองนับไปทั้งคืนจนถึงสิบเอ็ด ตีหนึ่งคือ เจ็ดทุ่ม และกลางคืนมีชื่อเฉพาะสามจุด ยามหนึ่ง คือ 21.00 น. สองยาม คือเที่ยงคืน สามยาม คือ 03.00 น. ยาม คือช่วงเฝ้ายาม ยามละสามชั่วโมง

ทุกวันนี้คนพูดทั้งห้าคำที่ประกาศว่าผิด และ ตี เข้ามาแทนกลองในช่วงหลังเที่ยงคืน

คำที่ประกาศว่าผิด 6 โมงเช้า6 โมงเย็น3 ทุ่ม6 ทุ่ม9 ทุ่ม

เวลาพูดวันนี้ประกาศ ร.ศ. 119
06:00หกโมงเช้าย่ำรุ่ง yam rung
07:00เจ็ดโมงเช้าโมงเช้า · เช้าโมงหนึ่ง mong chao · chao mong nueng
08:00แปดโมงเช้าสองโมงเช้า song mong chao
09:00เก้าโมงเช้าสามโมงเช้า sam mong chao
10:00สิบโมงเช้าสี่โมงเช้า si mong chao
11:00สิบเอ็ดโมงห้าโมงเช้า ha mong chao
12:00เที่ยงเที่ยง · ย่ำเที่ยง thiang · yam thiang
13:00บ่ายโมงบ่ายโมง · บ่ายโมงหนึ่ง bai mong · bai mong nueng
14:00บ่ายสองโมงบ่ายสองโมง bai song mong
15:00บ่ายสามโมงบ่ายสามโมง bai sam mong
16:00สี่โมงเย็นบ่ายสี่โมง bai si mong
17:00ห้าโมงเย็นบ่ายห้าโมง bai ha mong
18:00หกโมงเย็นย่ำค่ำ yam kham
19:00หนึ่งทุ่มทุ่มหนึ่ง thum nueng
20:00สองทุ่มสองทุ่ม song thum
21:00สามทุ่มยามหนึ่ง yam nueng
22:00สี่ทุ่มสี่ทุ่ม si thum
23:00ห้าทุ่มห้าทุ่ม ha thum
00:00เที่ยงคืนสองยาม song yam
01:00ตีหนึ่งเจ็ดทุ่ม chet thum
02:00ตีสองแปดทุ่ม paet thum
03:00ตีสามสามยาม sam yam
04:00ตีสี่สิบทุ่ม sip thum
05:00ตีห้าสิบเอ็ดทุ่ม · ตีสิบเอ็ด sip-et thum · ti sip-et

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 17 หน้า 206 วันที่ 29 กรกฎาคม ร.ศ. 119 ตรงกับ ค.ศ. 1900 วิกิพีเดียภาษาอังกฤษเขียนว่า 1901

ล้านนา

เวลาล้านนา นับเป็นยาม ไม่ใช่ชั่วโมง

การนับแบบล้านนาเดิมไม่มีชั่วโมงละ 60 นาที จารึกล้านนาแบ่งวันเป็นสิบหกยาม ยามละชั่วโมงครึ่ง กลางวันแปด กลางคืนแปด เริ่มที่หกโมงเช้า ชื่อยามมาจากเครื่องที่ใช้ให้สัญญาณ ตามด้วยช่วงของวัน ตูด คือเป่าเขาควาย กลอง คือตีกลอง แตร คือเป่าแตร

ยามกลองงาย คือตีกลองบอกเวลาข้าวเช้า 07.30–09.00 น. ยามที่พบในจารึกล้านนามากที่สุดสี่ยาม อยู่ระหว่างรุ่งเช้าถึงบ่ายต้น ๆ ทั้งหมด คือ ยามตูดเช้า ยามกลองงาย ยามแตรใกล้เที่ยง และยามตูดซ้าย อาจารย์กรรณิการ์ วิมลเกษม ผู้รวบรวม เห็นว่าเป็นเพราะเป็นยามที่เหมาะกับพิธีมงคล

กลางวัน

  1. 06:00–07:30ยามตูดเช้าyam tut chao
  2. 07:30–09:00ยามกลองงายyam klong ngai
  3. 09:00–10:30ยามแตรใกล้เที่ยงyam trae klai thiang
  4. 10:30–12:00ยามเที่ยงyam thiang
  5. 12:00–13:30ยามตูดซ้ายyam tut sai
  6. 13:30–15:00ยามกลองค่ำyam klong kham
  7. 15:00–16:30ยามแตรใกล้ค่ำyam trae klai kham
  8. 16:30–18:00ยามค่ำ · พาดลั่นyam kham · phat lan

กลางคืน

  1. 18:00–19:30ยามตูดดึกyam tut duek
  2. 19:30–21:00ยามกลองดึกyam klong duek
  3. 21:00–22:30ยามแตรดึกyam trae duek
  4. 22:30–00:00ยามดึกyam duek
  5. 00:00–01:30ยามตูดรุ่งyam tut rung
  6. 01:30–03:00ยามกลองรุ่งyam klong rung
  7. 03:00–04:30ยามแตรใกล้รุ่งyam trae klai rung
  8. 04:30–06:00ยามรุ่งyam rung

ชื่อและเวลาจาก กรรณิการ์ วิมลเกษม วารสารดำรงวิชาการ พ.ศ. 2545 จารึกอีสานและลาวใช้ชื่อต่างไปบางชื่อ

ยังอยู่ในปฏิทิน

ปฏิทินล้านนายังบอกเวลาสำคัญเป็นยาม ปฏิทินล้านนา 2565 ที่ ศักดิ์นรินทร์ ชาวงิ้ว จัดทำ เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา บอกว่าสังขานต์ล่องตกในยามแตรสู่เที่ยง เวลา 9 นาฬิกา 52 นาที 12 วินาที วันที่ 14 เมษายน และศักราชขึ้นในยามกลองแลง เวลา 13 นาฬิกา 49 นาที 48 วินาที วันที่ 16 เมษายน เวลาทั้งสองอยู่ในช่วงยามตามตารางข้างบน แลง คือคำเมืองของช่วงบ่ายแก่ถึงเย็น

ห้าร้อยปีก่อนหน้านั้น จารึกวัดดอยคำ ลำพูน พ.ศ. 2045 บอกเวลาของดวงชาตาว่า ยามแตรจักใกล้เที่ยง

หกสิบชื่อวัน

ล้านนายังตั้งชื่อวันจากรอบหกสิบ เรียกว่า วันไท ชื่อหน้าสิบชื่อกับชื่อหลังสิบสองชื่อหมุนไปพร้อมกันวันละหนึ่งก้าว เหมือนเฟืองสองตัว กาบยี ดับเหม้า รวายสี เมืองใส้ … ครบหกสิบวันเฟืองจึงกลับมาตรงกัน

เฟืองทั้งสองหมุนพร้อมกัน และ 10 กับ 12 เป็นเลขคู่ทั้งคู่ ชื่อหน้าแต่ละชื่อจึงพบชื่อหลังได้แค่ครึ่งเดียว จาก 120 คู่ที่เป็นไปได้ เกิดจริง 60 คู่ ปีก็หมุนด้วยเฟืองคู่เดียวกัน จุลศักราช 1388 ที่ขึ้นเมื่อเมษายน 2569 คือ ปีรวายสะง้า ปีม้า

วันนี้ –

ปี จ.ศ. –

นับจากปฏิทินล้านนา 2565 ซึ่ง 1 มกราคม 2565 คือวันกาบยี และ 14, 15, 16 เมษายน คือ เมืองเร้า เปิกเส็ด กัดใค้ หน้านี้นับตามวันที่ตามปฏิทินสากล จุลศักราชขึ้นปีใหม่กลางเดือนเมษายน

เดือนเร็วกว่าสองเดือน

ล้านนานับเดือนทางจันทรคติเร็วกว่าภาคกลางสองเดือน ยี่เป็ง คือเพ็ญเดือนยี่ของทางเหนือ ตรงกับเพ็ญเดือนสิบสองของภาคกลาง ส่วนเมืองไทลื้อและไทขืน เช่น แม่สาย เชียงของ เชียงคำ และน่านตอนบน นับเดือนโหรา เร็วกว่าภาคกลางหนึ่งเดือน และช้ากว่าเดือนปากเล้มของล้านนาหนึ่งเดือน

เวลาตามดวงอาทิตย์

เที่ยงตามแดด

นาฬิกาไทยตั้งตามเส้นลองจิจูด 105 องศาตะวันออก ซึ่งผ่านจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2463 สยามใช้เวลาตามดวงอาทิตย์ของกรุงเทพฯ เร็วกว่ากรีนิช 6 ชั่วโมง 42 นาที 4 วินาที คืนนั้นนาฬิกาเดินหน้าไป 17 นาที 56 วินาที

เชียงใหม่อยู่ทางตะวันตกของเส้นนี้หกองศา ดวงอาทิตย์ที่เชียงใหม่จึงขึ้นสูงสุดหลังเที่ยงตามนาฬิการาว 24 นาที บวกลบตามฤดู ลองเลือกเมือง

คนในป่าทางเหนือดูเวลาด้วยมือ เหยียดแขนออกไป กางนิ้วเป็นคืบ วัดจากขอบฟ้าขึ้นไปหาดวงอาทิตย์ สูงหนึ่งคืบคือหนึ่งโมง หกคืบคือเที่ยง

พระอาทิตย์ขึ้น–
เที่ยงตามแดด–
พระอาทิตย์ตก–
ตอนนี้กี่คืบ–

คำนวณดวงอาทิตย์ด้วยสูตรของ NOAA เวลาขึ้นและตกนับที่ขอบบนของดวงอาทิตย์ และเผื่อการหักเหของแสงในอากาศ

หนึ่งวัน

วันหนึ่งตามนาฬิกา

  1. 04:00ตีสี่วัดหลายแห่งตื่น พระทำวัตรเช้า
  2. 06:00หกโมงเช้าพระออกบิณฑบาตตอนฟ้าสาง
  3. 08:00แปดโมงเช้าวิทยุ โทรทัศน์ และเสียงตามสายเปิดเพลงชาติ ชักธงขึ้น คนหยุดยืนตรงที่เดิม
  4. 11:00สิบเอ็ดโมงเพล พระฉันมื้อสุดท้ายของวัน ให้เสร็จก่อนเที่ยง
  5. 12:00เที่ยงคนทั่วไปกินข้าวเที่ยง
  6. —บ่ายควายคำบอกเวลาตามแดดแบบเก่า บ่ายควาย และ ควายเข้าคอก หมายถึงช่วงบ่ายแก่ถึงเย็น
  7. 18:00หกโมงเย็นเพลงชาติอีกครั้ง ชักธงลง
  8. 00:00เที่ยงคืนในประกาศ ร.ศ. 119 เรียกว่า สองยาม คือจบยามที่สอง

ภาพเก่า

หอกลองของกรุงเทพฯ หอก่ออิฐสี่ชั้นริมถนนเจริญกรุง ถ่ายจากพระที่นั่งภูวดลทัศไนย พ.ศ. 2465
หอกลองของกรุงเทพฯ หอก่ออิฐสี่ชั้นริมถนนเจริญกรุง ถ่ายจากพระที่นั่งภูวดลทัศไนย พ.ศ. 2465 Unknown author, 1922 · Public domain
พระที่นั่งภูวดลทัศไนย หอนาฬิกาในพระบรมมหาราชวัง พ.ศ. 2465
พระที่นั่งภูวดลทัศไนย หอนาฬิกาในพระบรมมหาราชวัง พ.ศ. 2465 Unknown author, 1922 · Public domain
ฆ้องโมงแขวนบนขาตั้งสามขาทางซ้าย พ.ศ. 2474 กับฆ้องชนิดอื่นที่ดัดแปลงมาจากฆ้องโมง
ฆ้องโมงแขวนบนขาตั้งสามขาทางซ้าย พ.ศ. 2474 กับฆ้องชนิดอื่นที่ดัดแปลงมาจากฆ้องโมง Khrueang Mahori Piphat, 1931 · Public domain

ประวัติ

จากหอกลองถึงวิทยุ

  1. อยุธยาหอกลองสูงสิบวา สี่ชั้น มีกลองสามใบ ใบล่าง “ย่ำพระสุรศรี” ตีตอนพระอาทิตย์ตกให้ปิดประตูเมือง ใบกลาง “อัคคีพินาศ” ตีเมื่อไฟไหม้ ใบบน “พิฆาตไพรินทร์” ตีเมื่อข้าศึกมาประชิด
  2. รัชกาลที่ 1การพิสูจน์ด้วยการดำน้ำใช้กะลาจมเป็นเครื่องจับเวลา ทรงสงสัยว่าถ้ากะลาจมก่อนทั้งสองฝ่ายผุดขึ้นจะตัดสินอย่างไร จึงให้ตีฆ้องเป็นสัญญาณแทน
  3. รัชกาลที่ 2นาฬิกาเล็ก ๆ มาเป็นเครื่องบรรณาการจากโปรตุเกส คนสยามยังไม่ใส่เสื้อ จึงห่อไว้ในพกผ้านุ่ง เป็นที่มาของคำว่า นาฬิกาพก
  4. รัชกาลที่ 4ตั้งกรมนาฬิกาในวัง เทียบนาฬิกาลูกตุ้มกับนาฬิกาแดดตอนเที่ยง และออกประกาศเรื่องทุ่มโมงในราชกิจจานุเบกษา
  5. 2432ใช้ปฏิทินสุริยคติเป็นปฏิทินราชการ ขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน
  6. 2443รัชกาลที่ 5 ออกประกาศใช้ทุ่มโมงยาม กำหนดชื่อชั่วโมง และบอกคำที่ใช้ผิดห้าคำ
  7. ยิงปืนเที่ยงทหารเรือยิงปืนตอนเที่ยงให้คนตั้งนาฬิกา ต่อมาโรงไฟฟ้าใช้การกะพริบไฟตอนสองทุ่มแทน
  8. 2463วันที่ 1 เมษายน สยามเปลี่ยนจากเวลาตามดวงอาทิตย์ของกรุงเทพฯ มาใช้เส้น 105 องศาตะวันออก UTC+7
  9. วันนี้กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ รักษาเวลามาตรฐานของประเทศไทย วิทยุและโทรทัศน์ประกาศเวลาตอน 08.00 น. และ 18.00 น. พร้อมเพลงชาติ

คำศัพท์

ตีti

การตี ใช้กับชั่วโมงตีหนึ่งถึงตีห้า

โมงmong

เสียงฆ้อง ใช้กับชั่วโมงกลางวัน

ทุ่มthum

เสียงกลอง ใช้กับชั่วโมงหนึ่งทุ่มถึงห้าทุ่ม

ย่ำyam

ตีรัวยาว ตอนย่ำรุ่ง ย่ำเที่ยง ย่ำค่ำ

ยามyam

ช่วงเฝ้ายาม ภาคกลางยามละสามชั่วโมงตอนกลางคืน ล้านนายามละชั่วโมงครึ่ง

เที่ยงthiang

เที่ยงวัน ส่วนเที่ยงคืนคือ 24.00 น.

เช้า · บ่าย · เย็นchao · bai · yen

ช่วงของวัน

ค่ำ · ดึก · รุ่งkham · duek · rung

ช่วงของกลางคืน

ครึ่งkhrueng

ครึ่งชั่วโมง

นาฬิกาnalika

เครื่องบอกเวลา และหน่วยชั่วโมงแบบ 24 ชั่วโมง เดิมคือกะลาลอย

น.

ตัวย่อของนาฬิกา เช่น 14.30 น.

ชั่วโมง · นาทีchuamong · nathi

หน่วยของเวลา

บาทbat

หกนาที หนึ่งในสิบของชั่วโมงบนกะลา

คืบkhuep

ระยะจากปลายนิ้วโป้งถึงปลายนิ้วก้อยเมื่อกางมือ

เพลphen

เวลาฉันอาหารของพระก่อนเที่ยง